บทความที่ได้รับความนิยม

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Food on Film Project 1#

Tommorrowland >>> Chocolate Éclair 


*Always be positive*

ไม่อยากจะเชื่อว่าหนังของวอล์ท ดิสนีย์เรื่องนี้ จะทำให้เราเหมือนโดนตีแสกหน้า แทงเข้าใจดำอย่างจังตลอดทั้งเรื่อง มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเมืองและกลุ่มคนช่างฝัน ที่อยากทำตามความฝันของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องการมีเงื่อนไขใดๆมาขัดขวาง โดยเฉพาะการมีใครมาบอกว่าทำอะไรได้หรือทำอะไรไม่ได้ 

คนส่วนใหญ่มักจะมองเห็นแต่ปัญหาและเอาแต่บ่นว่าโทษสิ่งต่างๆไปเรื่อย แต่ตัวเองกลับหดมือไม่ยอมทำอะไรให้ดีขึ้น กลายเป็นหมดหนทาง จึงยอมแพ้ หมดหวัง และทุกอย่างก็ยังแย่เหมือนเดิม 

แต่หนังเรื่องนี้กลับสอนเราว่า เราควรเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีความหวัง และความพยายาม เพื่อจะทำให้ความฝันกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราใช้ชีวิตที่มีแต่ความฝัน เพราะเมื่อเราทำอะไรแล้วเจอกับปัญหา เราก็มักจะกลัว กังวล เครียด จนท้ายที่สุดก็ล้มเลิกไป จึงทำให้ทำอะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง หรือเรียกได้ว่า "มีโอกาสของความเป็นไปไม่ได้100%  นั่นเอง

เราจึงขอยกความดีงามให้หนังเรื่องนี้ ในแง่แรงบันดาลใจ หนังที่นำมาซึ่งการพัฒนาตนเอง มาในจังหวะที่ใช่ของชีวิตเรา เหมือนเป็นคำตอบจากพระเจ้า ว่าเราควรไปทางไหน

แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยการผจญภัย จรวดและสิ่งประดิษฐ์เจ๋งๆ ไม่มีเวลาสำหรับการนั่งดินเนอร์กินข้าวพร้อมหน้าหรอกนะ แต่ยังไงมนุษย์ต้องกินอาหารทุกวัน (ถึงจะอยู่อีกมิติของโลก) จึงมีการกล่าวถึงอาหาร 2 เมนู ในบทพูดของตัวละคร และเนื่องจากเมนูแรก น่าจะเป็นเมนูจากอนาคต. ซึ่งเราไม่รู้ว่าคืออะไร เราจึงขอหยิบอีกเมนูมาลองนั่นคือ เอแคลร์ชอคโกแลต เกี่ยวกะหนังยังไง? 55

สมกับเป็นเมนูแรกของโปรเจคยักษ์จริงๆ เพราะกว่าจะสำเร็จก็ 5 รอบเลย เป็นเมนูพิสูจน์ใจเลยว่าต้องเอาสิ่งที่ได้จากหนังมาใช้>>>> Always be positive 

Chocolate Éclair


Portions:15-17ชิ้น

Pate A Choux
นม 125 ml.
น้ำ 125 ml.
เนย 100 g.
เกลือ 4 g.
น้ำตาล 4 g.
แป้งอเนกประสงค์ 150 g.
ไข่ 3-4 ฟอง


เตรียม ส่วนที่1 นม น้ำ เนย เกลือ น้ำตาล ชั่งรวมกันไว้ในหม้อ
ส่วนที่2 ตอกไข่ใส่ถ้วย (ของเราใช้เกือบ4 ฟอง เหลือหน่อยนึง) ตีไข่ให้เข้ากัน
ส่วนที่3 ร่อนแป้งใส่ชามไว้ 

เอาหม้อส่วนที่1 ตั้งไฟเบา รอจนเนยละลายหมด ค่อยเร่งไฟกลางค่อนแรง พอส่วนผสมเดือดจัด ให้เทแป้ง ลงไปในหม้อทั้งหมด แล้วคนจนส่วนผสมเข้ากันดีจนจับตัวเป็นก้อน คนให้เร็วหน่อยนะเพราะเดี๋ยวก้นจะไหม้ คนจนก้นหม้อมีแป้งแห้งติดเป็นฟิล์มบางๆ ยกหม้อลง

นำแป้งใส่ภาชนะอ่างตี พักสักครู่ให้แป้งคลายความร้อนให้พออุ่นๆ เพราะถ้าใส่ไข่เลยทันที ไข่จะสุกเป็นตัวก่อน พอแป้งคลายความร้อน เปิดที่ตีความเร็วต่ำ  ใช้หัวตีใบไม้ ค่อยๆเทไข่ใส่ลงไปทีละนิด คอยดูคอยหยุดคนด้านล่างขึ้นมาเป็นครั้งคราว จนแป้งมีสีเงาๆ เนื้อดูเนียนๆ ทดสอบโดยยกหัวตีตักแป้งขึ้นมา แล้วจับหัวตีคว่ำลงให้แป้งตกลงมา ถ้าแป้งทิ้งตัวโดยเหลือส่วนแป้งที่ติดหัวตีไว้เป็นรูปตัววี V แสดงว่าโอเค  แต่ถ้าเป็นตัววายY  แสดงว่าใส่ไข่เยอะไป เวลาบีบจะแบน  อบออกมาไม่เป็นทรงสวยๆ 

บีบใส่ถาดอบ ใช้หัวบีบแบบ French star tip บีบความยาว 4 นิ้วค่ะ อันนี้แล้วแต่ชอบ ตรงปลายที่บีบ จะแหลมก็เอานิ้วจุ่มน้ำแล้วแตะปลายให้มนเข้ามา. แล้วสเปรย์น้ำบนหน้าเอแคลร์ ไม่เอาแบบเปียกโชกนะ^_^ อบไฟ 180c  20นาที และลดไฟลง160c อบ15-25 แล้วแต่เตาค่ะ อบจนเปลือกแห้งดี เอาออกจากเตา พักให้เย็น

เทคนิค**อันนี้เอามาจากหนังสือ Bouchon Bakery ของ Thomas Keller เค้าบอกว่าใส่ไข่เยอะๆจะอร่อย เค้าบอกถ้ากลัวแป้งเหลว ก่อนบีบให้เอาแป้งแช่เย็นจนแป้งอยู่ตัวดีแล้วค่อยบีบค่ะ ออกมาสวยงาม



เนื่องจากบีบไม่เท่ากัน ก็จะออกมาแบบที่เห็น เป็นศิลปะเนอะ ขนมทำมือ 55



ส่วน Chocolate Custard Cream

นมสดรสจืด 500 ml.
ฝักวานิลลา 1ฝีก(2tsp.)
น้ำตาลทราย 100 g.
ไข่แดง 4ฟอง
แป้งข้าวโพด 50 g.
วิปปิ้งครีม 200ml.
ดาร์คชอคโกแลต 300 g.

- ละลายชอคโกแลตไว้ในอ่าง
- นำนมใส่วานิลลาตั้งไฟอ่อนๆ ระหว่างนั้นให้ใช้ตะกร้อตีไข่แดงกับน้ำตาลทราย จนไข่แดงสีอ่อนลง ใส่แป้งข้าวโพด คนจนเข้ากัน
- ค่อยๆเทนมเดือดลงในชามไข่ คอยคนให้เข้ากันตลอด ค่อยเทๆนมจนหมด คนให้เข้ากันดี แล้วเทกลับใส่หม้อ นำหม้อตั้งไฟอ่อน จนส่วนผสมข้นและเดือดอ่อนๆ ยกลงจากเตา แล้วเทชอคโกแลตที่ละลายไว้ ผสมให้เข้ากันดี แล้วเทส่วนผสมใส่ชามปิดหน้าด้วยฟิลม์ ปิดให้ฟิลม์แนบไปกับตัวครีมเลยค่ะ แช่เย็นให้เย็นสนิท
- ตีวิปปิ้งครีมให้ตั้งยอดอ่อน
- เอาครีมชอคออกมาตีด้วยตะกร้อจนเนื้อเนียน แล้วค่อยตะล่อมวิปครีมลงไปค่ะ 
- เจาะรูข้างใต้เปลือก สองรู หัวท้าย แล้วบีบครีมเข้าไปค่ะ โรยหน้าเอแคลร์ด้วยไอซิ่งหรือจะทำชอคโกแลตเกลซราดหน้าแบบในรูปก็ได้ค่ะ ได้กินแล้วเย้ๆๆ


น่ากินป่าว รูปไม่ค่อยชัดเลย ทำใจๆ T.T  แต่เกลซหน้าเงามากๆ เป็นบลอคแรกที่รู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามมากจริงๆ ยาวๆๆๆ ไม่รู้คนอ่านจะเหนื่อยอ่านมั้ย แต่พยายามใส่เทคนิค ที่ได้เรียนรู้ไว้ให้นะคะ ออกตัวไว้ก่อนว่าเราไม่ได้เรียนที่ไหน มาเรียนเองจากการฝึกค่ะ สงสัยอะไรถามได้ ถ้าตอบได้จะตอบ หรือจะมีข้อแนะนำบอกได้เลยนะคะ เอามาแบ่งปันกัน ลาแล้วนะ เจอกันกับ Food on Film 2# จะเป็นเรื่องอะไร เมนูอะไร รอชมกันนะ 

Bon Apetité






โปรเจคใหญ่ๆๆ มาแล้ว Food on Film

หนัง 50 เรื่อง กับอาหาร 50 เมนู

ไม่น่าเชื่อว่าท่ามกลางบรรยากาศยามเย็น พระอาทิตย์กำลังจะลาขอบฟ้า ภูเขาตรงหน้า สนามหญ้าเทียมสีเขียว และกลิ่นเหงื่อนักกีฬาจะนำมาซึ่งความคิดนึง ที่ไม่น่าจะมาเกี่ยวกันได้

เราไม่รู้ว่าคนทั่วไปจะคิดยังไงเกี่ยวกับเรื่องความสำเร็จ และการนับถือตัวเอง แต่ตัวเราเองมักคิดเสมอว่าตัวเราเป็นคนขี้เบื่อง่าย ไม่ค่อยพยายาม หรือมุ่งมั่นสักเท่าไหร่ ชีวิตที่ผ่านมาเลยดูไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

แต่ยังไงท้ายที่สุดคนเราก็จะต้องเดินทางหาคำตอบจนเจอ ว่าตัวเราชอบอะไร อยากทำอะไร และรู้ว่าคนเราเกิดมาเพื่ออะไรบนโลกกว้างใบนี้ (ซึ่งจริงๆตอนนี้มันแคบมาก เพราะการเชื่อมโยงบนโซเชียลเนตเวิค)

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เราตัดสินใจที่จะทำสิ่งนึงซึ่งเป็นความฝัน ไม่ใช่สิเรียกว่าความคลั่งไคล้ดีกว่า  นั่นคือการทำอาหาร เราไม่รู้ว่ามันเริ่มจากตรงไหนในชีวิต อาจจะเพราะตอนล้อมวงเล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับเพื่อนแถวบ้านในวัยเด็ก หรือเป็นห้องเรียนวิชาคหกรรมตอนม.1 หรือมื้ออาหารแห่งความทรงจำกับพ่อแม่  หรืออาจจะเป็นครัวในบ้านไม้ในชนบทที่ให้ความรู้สึกทั้งเสียงและกลิ่นที่ต่างกันมากๆอย่าง ครัวปักษ์ใต้ของยายที่นครศรีธรรมราช กับครัวอีสานบ้านเฮาของย่าที่โคราช  แต่ไม่ว่าจะเริ่มยังไง มันก็นำเรามาพบว่าเราชอบเกี่ยวกับอาหาร (ขอออกตัวว่าไม่เคยทำอาหารมาก่อน ออกแนวจะขี้เกียจด้วยซ้ำ) ชอบดูรายการทำอาหาร อ่านการ์ตูน ดูหนังเกี่ยวกับอาหาร และชอบซื้อหนังสือทำอาหารมากๆ

เราเลยตัดสินใจไปเรียนทำอาหาร กับสถาบันของรัฐ (เนื่องจากงบน้อย) จากนั้นมาเราก็ได้รับประสบการณ์ในสายอาชีพนี้อย่างน่าตื่นเต้น

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนเรียนมหาลัยอยุ่ปีสอง เราได้รู้จักเพื่อนคนนึงที่เรียนภาพยนตร์ นับแต่นั้นมามันคืออีกสิ่ง ที่คล้ายโดนปักหมุดไว้ ทำให้จนทุกวันนี้เราก็ยังคงชอบดูหนัง (และบ่อยก็คือหนังนอกกระแส) เราก็ไม่รู้ว่าเพราะเราชอบดูหนังเลยทำให้เรารู้สึกเข้ากันได้ดีกับเพื่อนคนนี้ หรือเพราะเพื่อนคนนี้ที่เข้ามาเปลี่ยนและทำให้เราชอบดูหนังกันแน่ แต่ตอนนี้เราก็ยังคงชอบและมีความสุขที่ทำสิ่งนี้ และหลายครั้งเราก็มักจะนึกถึงเพื่อนคนนี้ และอยากจะย้อนกลับไปสมัยนั้นจริงๆ

แล้วมันเกี่ยวกันยังไงเหรอ ที่เล่ามาทั้งหมด เอายังงี้แล้วกัน ถ้าคุณเคยดูหนังเรื่อง  julie&Julia  คุณอาจจะพอเข้าใจ แต่ถ้าคุณไม่เคยดู ก็จะขอเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงสองคน ที่ต่างยุคสมัย แต่ทั้งสองมีสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงกันนั้นคือ อาหาร และการค้นหาความเคารพและคุณค่าในตัวเอง เราไม่อยากจะเล่าให้ฟังทั้งหมดหรอกนะ เอาเป็นว่าเราก็อยากจะค้นหาคุณค่าและอยากจะเอาชนะข้อจำกัดของตัวเองทำในสิ่งที่อยากทำให้สำเร็จเหมือนสองตัวละครในหนังเรื่องนี้

และนี่คือที่มาของเป้าหมายนี้ เราอยากจะทำอาหาร โดยแรงบันดาลใจจากหนัง เพราะเรารักหนังและรักการทำอาหาร เราจึงอยากทำไปพร้อมกัน ไม่รู้สุดท้ายจะเป็นยังไง แต่เราจะทำ โดยหาหนังมา 50 เรื่อง เราจะดูหนัง แล้วจะหยิบเมนูมา 1 อย่างจากหนังเรื่องนั้น หาสูตรแล้วลองทำดู  เรายอมรับว่าเรากลัวว่าจะไปไม่รอด เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำได้ 10 เรื่องแล้ว เราจะบอกคุณเกี่ยวกับสิ่งนี้ แล้วเราจะเดินทางต่อไปด้วยกันนะคะ

สนามฟุตบอลยามอาทิตย์อัสดง
24/5/58